โพสต์แนะนำ
วัดถ้ำอชันตา (Ajanta Cave Temple) เมืองออรังคาบัด ประเทศอินเดีย ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดถ้ำที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุด ประกอบไปด้วยกลุ่มถ้ำภ...
Archive for มีนาคม 2016
พุทธคยา (Bodh Gaya) เมืองพิหาร ใกล้กับเมืองคยา ประเทศอินเดีย
สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนามีอายุกว่า 2,600 ปี เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเพราะเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ภายในบริเวณพุทธคยาได้แบ่งส่วนเป็นอนุสรณ์สถานหลายแห่ง เช่น ต้นศรีมหาโพธิ์ที่ได้แตกหน่อมาจากต้นเดิม พระแท่นวัชรอาสน์ และอนิมิสเจดีย์ รัตนจงกรมเจดีย์ รัตนฆรเจดีย์ พุทธคยาได้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและได้รับการบูรณะเรื่อยมา พุทธคยามีอีกชื่อหนึ่งว่าวัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) และภายในเจดีย์สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุกว่า 1,500 ปีอีกด้วย พุทธคยาได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2545
วัดถ้ำอชันตา (Ajanta Cave Temple) เมืองออรังคาบัด ประเทศอินเดีย
ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดถ้ำที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุด ประกอบไปด้วยกลุ่มถ้ำภายในร่วม 30 ถ้ำ ใช้เวลาในการสร้างกว่า 800 ปี โดยเริ่มสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 3 ภายในมีวิหารขนาดใหญ่ มีงานแกะสลักหินเป็นพระพุทธรูป และเรื่องราวของพระพุทธศาสนา มีถ้ำภาพชาดกที่มีภาพเรื่องราวในชาดกต่างๆ ซึ่งงานแกะสลัก ประติมากรรมและศิลปกรรมภายในถ้ำเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ซึ่งถ้ำแห่งนี้มีทั้งส่วนของถ้ำที่เป็นทั้งนิกายเถรวาทและมหายานที่ได้ถูกสร้างต่อๆ กันมาในยุคสมัยต่างๆ
ภาพ : china-entdecken.com
วัดพุทธแห่งแรกของประเทศจีน ที่สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ฮั่นราวปี ค.ศ. 68 เพื่อเป็นที่เก็บพระคัมภีร์ที่คณะทูตที่ได้ไปสืบพุทธศาสนายังประเทศอินเดียและนำกลับมาโดยบรรทุกมาบนหลังม้าสีขาวพร้อมด้วยพระสงฆ์อีก 2 รูป โดยพระทั้ง 2 รูปนี้ก็ได้จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ โดยภายในวัดก็ได้มีการตั้งสุสานของพระทั้งสองรูปไว้ให้ชาวพุทธได้สักการะบูชารวมไปถึงรูปปั้นม้าสีขาวสัญลักษณ์ของวัด ที่น่าสนใจอีกอย่างคือภายในบริเวณวัดมีวิหารสถาปัตยกรรมแบบไทยที่สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2535 อยู่หนึ่งหลังด้วย
วัดเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า 1200 ปี สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถังและเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลยูนนาน ซึ่งแต่เดิมนั้นสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม แต่ได้รับบูรณะหลายครั้งจนเป็นวัดที่เห็นในปัจจุบัน วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาถึง 3 นิกาย (มหายาน หินยาน และลามะ) ภายในวัดประดิษฐานพระสังกัจจายน์ในบริเวณอุโบสถ เจ้าแม่กวนอิมพันกรและเจ้าแม่กวนอิมหยกภายในศาลากลางสระมรกตขนาดใหญ่บริเวณช่วงกลางของวัด วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธาทั้งในหมู่ชาวจีนและชาวไทยที่นิยมไปไหว้สักการะขอพร
ดพูลกุกซา (Bulguksa Temple) เมืองเคียงจู ใกล้กับเมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้
วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรชิลลา (Silla) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธรุ่งเรืองเป็นอย่างมากตามชื่อของวัดที่แปลว่า “วัดแห่งดินแดนพระพุทธศาสนา” มีงามสถาปัตยกรรมสวยงามโดดเด่น ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นวัดขนาดเล็กแต่ได้รับการบูรณะเรื่อยมา วัดแห่งนี้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากในช่วงสงครามครั้งใหญ่กับญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2136 ซึ่งภายหลังสงครามวัดแห่งนี้คงเหลือเพียงแค่สะพานบันไดและเจดีย์หินที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนที่เหลือนั้นได้รับการบูรณะขึ้นมาทั้งหมด วัดแห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2538
เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ของฮินดู ที่สร้างขึ้นในช่วงปีพ.ศ. 1340 มีลักษณะเป็นกลุ่มเจดีย์และวิหารหินขนาดใหญ่เรียงรายกัน ภายในตัววิหารหลักมีงานแกะสลักหินและประติมากรรมตามเนื้อหาของคัมภีร์รามายณะ วัดแห่งนี้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินใหญ่บนเกาะชวาเมื่อปี พ.ศ. 2006 และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2461 เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2496 ยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534
เป็นโบราณสถานและศาสนสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งต่อมาได้หลอมมาเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธ ถือเป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อเป็นเทวสถานถวายแด่พระวิษณุและเพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์เอง มีงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบขอมโบราณที่ยังสมบูรณ์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และติด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์
พระนครคีรี หรือเขาวัง เป็นพระราชวังแห่งเดียวของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ซึ่งแต่เดิมมีชื่อเรียกว่า "เขาสมณะ" เนื่องจากมีวัดสมณะอารามเก่าตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่บนไหล่เขาด้านตะวันออก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครั้งยังผนวชอยู่เคยเด็จมาปฏิบัติภาวนาบนยอดเขา หลังเสด็จขึ้นครองราชย์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังขึ้น โดยยอดเขาทางทิศตะวันตกเป็นที่ประทับและเรือนบริวารยอดกลางเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และบนยอดเขาด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของวัดพระแก้ว อารามประจำพระราชวังพระนครคีรี พระราชทานนามว่า "พระราชวังพระนครคีรี" โดดเด่นด้วยความงดงามของสัดส่วนที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมกับสภาพภูมิประเทศ
เมืองโบราณในแบบแผนของสถาปัตยกรรมขอม ชื่อ "พิมาย" มาจากคำว่า "วิมาย" หรือ "วิมายปุระ" ที่ปรากฏในจารึกภาษาขอมบนแผ่นหินตรงกรอบประตูระเบียงคดด้านหน้าของปราสาท จุดเด่นของเมืองคือปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากหลักฐานศิลาจารึกและรูปแบบทางศิลปะสร้างบ่งบอกว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในฐานะเทวสถานของศาสนาพราหมณ์รูปแบบของศิลปะเป็นแบบบาปวนผสมผสานกับศิลปะแบบนครวัด ซึ่งปราสาทนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็นสถานที่ทางศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ยังเป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุศิลปะขอมเอาไว้จำนวนมากและน่าสนใจที่สุดของประเทศไทยอีกด้วย
ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองนครปฐม พระเจดีย์องค์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำ หรือทรงมะนาวผ่าซีก แบบเดียวกับพระสถูปสาญจี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ใหญ่องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นแต่ครั้งพระสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก จึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นและพระราชทานนามใหม่ว่า "พระปฐมเจดีย์" อันมีความหมายว่าเจดีย์แห่งแรก ปัจจุบันยังคงมีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาสักการะเป็นจำนวนมากทุกปี ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ยังเป็นแหล่งรวบรวมศิลปกรรมชิ้นเยี่ยมสมัยทวารวดีเอาไว้มากที่สุดด้วย
ตามตำนานกล่าวว่าองค์พระธาตุเดิมสร้างมานานไม่น้อยกว่า 2,300 ปี โดยพระมหากัสสปะพร้อมพระอรหันต์ 500 องค์ ได้นำพระอุรังคธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ พระธาตุพนมเคยล้มทลายลงทั้งองค์ใน พ.ศ. 2518 เนื่องจากความเก่าแก่และถูกพายุฝนกระหน่ำต่อเนื่องกันหลายวัน ชาวไทยทั้งประเทศได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2522 ในวันนี้พระธาตุพนมจึงยังคงตระหง่านงามอยู่เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมไปถึงทางฝั่งลาวด้วย ในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี จะมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาร่วมงานสมโภชพระธาตุพรมจากทั่วทุกสารทิศ
เมืองโบราณที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเมืองศรีสัชนาลัยอย่างใกล้ชิด ในด้านวัติความเป็นมาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534 ในนามเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวารร่วมกับเมืองศรีสัชนาลัยและเมืองกำแพงเพชร เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมอันงดงามอ่อนช้อยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นแหล่งกำเนิดศิลปวัฒนธรรมสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรไทย การวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านศิลปกรรม พุทธประติมากรรมของสุโขทัยได้รับกรยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดทางความงามของศิลปะไทย เมืองเก่าสุโขทัยมีโบราณสถานขนาดใหญ่ตระการตาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะพระพุทธรูปขนาดมหึมา แต่ในเรื่องของบรรยากาศความเป็นธรรมชาติอาจเป็นรองศรีสัชนาลัยอยู่เล็กน้อย เนื่องจากอยู่ใกล้กับเมือง
เมืองโบราณที่มีร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ยุคชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งเป็นแว่นแคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมระดับสูง ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดดเด่นด้วยโบราณสถานขนาดใหญ่จำนวนมากมายที่สร้างด้วยศิลาแลง ทั้งในส่วนของเมืองเชลียง อันเป็นเมืองในยุคเริ่มแรก และในส่วนของเมืองศรีสัชนาลัยซึ่งเป็นส่วนต่อขยายที่เจริญขึ้นในยุคต่อมา โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเทือกทิวเขาและแมกไม้อันร่มรื่นปราศจากการรบกวนจากความเจริญสมัยใหม่ จัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีบรรยากาศงดงามสมบูรณ์มากที่สุดของประเทศไทย
องค์พระปรางค์สูงตระหง่านเสียดฟ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดด้านงานสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งหนึ่งของยุครัตนโกสินทร์ ด้วยความสูงทั้งสิ้น 33 วาเศษ จึงถือว่าเป็นพระปรางค์ที่สูงใหญ่ที่สุดในโลกด้วย สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 รอบองค์ปรางค์วิจิตรอลังการด้วย การตกแต่งประดับประดาด้วยถ้วยชามกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ เป็นเอกลักษณ์อันเป็นที่รู้จักดีอย่างหนึ่งของประเทศไทยในสายตาชาวต่างประเทศ จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของตราสัญลักษณ์ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ซึ่งกลายมาเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในทุกวันนี้
อดีตราชธานีที่มีอายุยาวนานที่สุดของสยามประเทศ คือ 417 ปี ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2534 ร่องรอยสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่และงดงามที่หลงเหลือกระจัดกระจายอยู่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองสืบเนื่องมาหลายยุคหลายสมัย แม้ในระยะหลังจะมีปัญหาความเสื่อมโทรมและการรุกล้ำพื้นที่ จนมีข่าวลือหนาหูว่าจะถูกเพิกถอนจากบัญชีมรดกโลก แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาจนคลี่คลายไปได้ด้วยดี ด้วยระยะทางที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ ไม่ไกลเกินนักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปจะสัมผัสได้ ทำให้ได้รับคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 3
ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองบนยอดดอยสูง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งแต่ พ.ศ. 1916 ในสมัยพญากือนาแห่งอาณาจักรล้านนา ความสง่างามขององค์พระธาตุเจดีย์เหลี่ยมประดับด้วยแผ่นทองอร่ามตา รวมทั้งการตกแต่งประดับประดาด้วยศิลปกรรมล้านนาอันงดงาม ท่ามกลางม่านหมอกของผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์เหนือเทือกดอยสูง รวมทั้งสภาพอากาศอันเย็นสบาย ผสมผสานกันเป็นบรรยากาศอันขรึมขลังที่แตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ อย่างเป็นเอกลักษณ์ สร้างความประทับใจกับผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้รับคะแนนนิยมอย่างล้นหลามตามอันดับ 1 มาติด ๆ
ศิลปะเครื่องปั้นดินเผา[แก้]
ศิลปะเครื่องปั้นดินเผา ของบ้านเชียงนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค ได้แก่
- ภาชนะดินเผาสมัยต้น อายุ 5,600-3,000 ปี มีลายเชือกทาบ ซึ่งคาดกันว่าเป็นปอกัญชา ทั้งยังมีลายขูดขีด และมีการเขียนสีบ่า โดยพบวางคู่กับโครงกระดูก บางใบใช้บรรจุศพเด็กด้วย
- ภาชนะดินเผาสมัยกลาง อายุ 3,000 ปี-2,300 ปี สมัยนี้เป็นสมัยที่เริ่มมีการขีดทาสีแดงแล้ว
- ภาชนะดินเผาสมัยปลาย อายุ 2,300 ปี-1,800 ปี เป็นยุคที่มีลวดลายที่สวยงามที่สุด ลวดลายพิสดาร สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมที่สงบสุข ก่อนที่จะกลายมาเป็นการเคลือบน้ำโคลนสีแดงขัดมัน
สำริด[แก้]
ชาวบ้านเชียงโบราณนิยมทำเครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับจากสำริดในระยะแรก ก่อนที่จะได้รู้จักใช้การใช้เหล็ก ชาวพอลินีเซียมีหลักฐานว่านิยมใช้สำริดเช่นกัน ใช้ทำเป็นกลองมโหระทึก
| ยุคก่อนประวัติศาสตร์ | |||||
| บ้านเชียง ประมาณ 2500 ปีก่อน พ.ศ. | |||||
| บ้านเก่า ประมาณ 2000 ปีก่อน พ.ศ. | |||||
| ยุคอาณาจักร | |||||
| สุวรรณภูมิ ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3- พุทธศตวรรษที่ 5 | |||||
| โจฬะ พุทธศตวรรษที่ 2-17 | |||||
| สุวรรณโคมคำ พุทธศตวรรษที่ 4-5 | |||||
| ทวารวดี-นครชัยศรี-ศรีจนาศะ ประมาณ พุทธศตวรรษที่ 5-15 | |||||
| โยนกนาคพันธุ์ พ.ศ. 638-1088 | |||||
| คันธุลี พ.ศ. 994-1202 | เวียงปรึกษา 1090-1181 | ||||
| ศรีวิชัย พ.ศ. 1202-1758 | ละโว้ 1191 -1470 | หิรัญเงินยางฯ 1181 - 1805 | |||
| หริภุญชัย 1206-1835 | |||||
| สงครามสามนคร พ.ศ. 1467-1470 | |||||
| สุพรรณภูมิ ละโว้ ตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ | |||||
| พริบพรี นครศรีธรรมราช | สุโขทัย 1792-1981 | พะเยา 1190-2011 | เชียงราย 1805-1835 | ||
| ล้านนา 1835-2101 | |||||
| อยุธยา (1) | |||||
| พ.ศ. 1893-2112 | |||||
| สค.ตะเบ็งชเวตี้ | |||||
| สค.ช้างเผือก เสียกรุงครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 | พิษณุโลก 2106-2112 | ล้านนาของพม่า 2101-2317 แคว้นล้านนา แคว้นเชียงใหม่ | |||
| กรุงศรีอยุธยา (2) พ.ศ. 2112-2310 | |||||
| เสียกรุงครั้งที่ 2 | |||||
| สภาพจลาจล | |||||
| กรุงธนบุรี พ.ศ. 2310-2325 | ล้านนาของสยาม 2317-2442 นครเชียงใหม่ | ||||
| กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน สงครามเก้าทัพ อานามสยามยุทธ การเสียดินแดน มณฑลเทศาภิบาล สงครามโลก: ครั้งที่ 1 - ครั้งที่ 2 | |||||
| ยุครัฐประชาชาติ | |||||
| ประเทศไทย ปฏิวัติ พ.ศ. 2475 เปลี่ยนแปลงชื่อประเทศ พ.ศ. 2475–2516 พ.ศ. 2516–ปัจจุบัน | สหรัฐไทยเดิม พ.ศ. 2485-2489 | ||||
มรดกโลก[แก้]
แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผ่านข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก ดังนี้
- - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

